สู้ไฟป่าด้วยข้อมูล: บทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียมในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการเชื้อเพลิง

ช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ มีการพบข่าวไฟป่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยข้อมูลจากทาง GISTDA รายงานว่า มีการพบจุดความร้อนเพิ่มขึ้นในหลายจุด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแพร่ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยเหมือนเป็นสัญญานเตือนว่าฤดูไฟป่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
โดยหลักการแล้ว ไฟป่าจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ส่วน หรือที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมไฟ” ซึ่งได้แก่ เชื้อเพลิง ออกซิเจน (O2) และความร้อน ยิ่งในช่วงที่โลกต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เลี่ยงไม่ได้อย่างเอลนีโญ ภาวะโลกร้อน โลกเดือด อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเป็นตัวเร่งให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงตามไปด้วย โดยฤดูกาลไฟป่าของไทยจะอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม จนถึง พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้ง และหากมีกระแสลมเข้ามาเสริมก็จะยิ่งทำให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว
ความท้าทายสำคัญในการดับไฟป่าคือเรื่องของ “ภูมิประเทศ” ป่าผลัดใบทางภาคเหนือและภาคตะวันตกที่จะเริ่มผลัดใบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมทำให้มีเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก เมื่อประกอบกับพื้นที่ที่เป็นภูเขาลาดชัน ไฟจึงลุกลามขึ้นสู่ที่สูงได้เร็วกว่าพื้นที่ราบหลายเท่า อีกทั้งช่วงที่วิกฤติที่สุดยังคงเป็นช่วงมีนาคมถึงเมษายนก่อนเกิดพายุฤดูร้อน จุดความร้อน (HotSpot) มักพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่า ส่งผลให้เกิดไฟป่ารุนแรงที่ยากต่อการควบคุม ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่จึงต้องทำงานเชิงรุกด้วยการ “บริหารจัดการเชื้อเพลิง” ในพื้นที่ป่าผลัดใบตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม และป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติที่ลุกลามจนเกินควบคุม
ข้อมูลสถิติจุดความร้อนสะสมจากดาวเทียมระบบ VIIR ในประเทศไทยจำแนกตามพื้นที่รับผิดชอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 และ 2568 เปรียบเทียบกัน พบว่าจุดความร้อนในพื้นที่ป่าของประเทศไทยในภาพรวมลดลงเกือบหนึ่งเท่าตัว โดยอาจได้รับผลมาจากปรากฎการณ์ลานีญาในช่วงปลายปี 2568 ถึงช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้เกิดฝนในหลายพื้นที่ ความชื้นเพิ่มมากขึ้น และจำนวนวันที่อากาศเย็นมีมากกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงมาตรการของหน่วยงานภาครัฐที่ประกาศห้ามเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569 ควบคู่กับประกาศจังหวัด ห้ามเผาในพื้นที่โล่งและพื้นที่ป่าทุกชนิด (ยกเว้นพื้นที่ตามแผนจัดการเชื้อเพลิง) ประจำปี 2569 ทำให้ข้อมูลสถิติจุดความร้อนสะสมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 45 %
แต่ช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมกลับพบว่ามีจุดความร้อนทั่วประเทศ 5,758 จุด โดยจุดความร้อนส่วนใหญ่มากกว่า 70% เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าทางภาคเหนือ จากข้อมูลสถิติกราฟมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลปัจจุบันจุดความร้อนสะสมของปี 2569 กำลังจะสูงกว่าปี 2565 โดยเป็นปีที่มีปรากฎการณ์ลานีญาคล้ายกับในช่วงต้นปี น่าสนใจว่าช่วงนี้ที่ลาณีญากำลังอ่อนตัวลง ส่งผลให้มีอากาศร้อนและความแห้งแล้งมากขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าหากพ้นช่วงมาตรการห้ามเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ช่วงเดือนเมษายนมีแนวโน้มที่จุดความร้อนจะเพิ่มขึ้น แต่จากสถาณการณ์ในปัจจุบันอาจไม่มากกว่าปีที่แล้ว เป็นที่น่าสนใจว่าบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมที่มีรอยต่อกับป่าที่จะมีการเผาเพื่อเตรียมการเพาะปลูกอาจลุกลามเป็นไฟป่าได้ แล้วเราจะมีแนวทางการปรับแผนหรือกำหนดนโยบายการบริหารจัดการเพื่อรับมือสถานการณ์ไฟป่าในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569 อย่างไร
ปัจจุบัน เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการบริหารจัดการไฟป่า คือ การนำเอาเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ในการตรวจจับจุดความร้อน สามารถแจ้งค่าพิกัดตำแหน่งที่ตรวจพบจุดความร้อนหลังดาวเทียมถ่ายบนพื้นผิวโลกหรือรับสัญญาณภายในเวลา ไม่ถึง 2 ชั่วโมง และมีการรายงานผลการตรวจพบจุดความร้อนถึง 10 ครั้ง ในห้วงเวลา 1 วัน จากดาวเทียมที่ทำงานร่วมกันทั้งหมด 5 ดวง ซึ่งผ่านการวิเคราะห์และตรวจสอบโดย GISTDA ช่วยให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่สามารถนำตำแหน่งที่ได้รับแจ้งเตือนในแต่ละครั้ง เข้าสำรวจ ระงับเหตุ ลดความรุนแรงของไฟ และความเสียหายได้ในระยะเวลาอันสั้น ช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย บูรณาการให้การปฏิบัติงานสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว บริหารจัดการดับไฟระหว่างส่วนบริหารและส่วนปฏิบัติในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากการนำเอาข้อมูลจุดความร้อนทั่วประเทศมาวิเคราะห์สามารถระบุพิกัดที่เกิดไฟและแสดงผลออกมาในรูปแบบของ Heat Map ทำให้ทราบถึงตำแหน่งของการกระจายตัวของไฟ ช่วยในการประเมินสถานการณ์ วางแผนรับมือ รวมถึงเป็นข้อมูลที่ช่วยในการบริหารเชื้อเพลิงของเจ้าหน้าที่ เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
